เกือบทั้งตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินดอลลาร์ได้แข็งค่าขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยแรงผลักดันหลักของการเติบโตในช่วงแรกของสัปดาห์นี้ ก็คือการแถลงการณ์ทางการเมืองของนาย Donald Trump ในตอนนี้มีการสนับสนุนมาจากข้อมูลทางสถิติมีมากขึ้น แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นาย Donald trump ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวในการลดมูลค่าของเงินดอลลาร์ ดังนั้น การเมืองได้เข้ามาแทรกแซงอีกครั้ง ในกระบวนการตามธรรมชาติในหลายอย่าง มันเป็นที่น่าสนใจว่า ในตอนท้ายของสัปดาห์มี แต่เงินยูโรเท่านั้นที่สามารถปรับตำแหน่งได้ต่อเงินดอลลาร์ ดังนั้นแล้วเงินปอนด์กลับไม่สามารถที่จะตีตื้นจากการปรับตัวลงในช่วงแรกของสัปดาห์ไปได้
ความสนุก มันเริ่มต้นขึ้นจากคำพูดของนาย Jerome Powell ในช่วงที่เขาได้แสดงความไม่เห็นด้วย กับนโยบายศุลกากรของทำเนียบขาว จากความเห็นของเขา มองได้ว่า การค้าระหว่างประเทศไม่ควรมีอุปสรรค และการเพิ่มขึ้นของภาษีศุลกากร ก็จะก่อให้เกิดอุปสรรคใหม่มากกว่าเดิม ดังนั้นแล้ว หัวหน้าของเฟด พร้อมกันกับทีมงานของเขาจากธนาคารกลางแห่งยุโรป และธนาคารแห่งประเทศอังกฤษ ต่างก็ได้กล่าวถึงประเด็นของสงครามการค้า แต่ ก็ไม่เหมือนกับสกุลเงินยูโร และสกุลเงินปอนด์ที่แข็งค่าขึ้นมาหลังจากนั้น ความจริงก็คือทั้งคุณ Mario Draghi และ Mark Carney หลังจากที่ได้กล่าวถึงสงครามการค้าไปแล้ว ต่างก็ให้ความเห็นต่อเกี่ยวกับ ความไม่เหมาะสมในการเพิ่มอัตราการรีไฟแนนซ์ หรือข้อมูลเกี่ยวกับระยะเวลาการผ่อนคลายเชิงปริมาณ ทางด้าน ตัวแทนของธนาคารแห่งประเทศอังกฤษ ได้ออกมาประกาศถึง ความเป็นไปได้ในการกลับมาใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ ดังนั้นในขณะที่ธนาคารกลางแห่งยุโรป และธนาคารแห่งประเทศอังกฤษ ก็ยังคงอยู่ในตำแหน่งที่ยังไม่กล้าเผชิญหน้ากับความจริง ทางด้านเฟดเองก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะหันกลับมามองแผนการที่จะกระชับนโยบายการเงิน
เป็นอีกเหตุการณ์ที่สำคัญของการเริ่มต้นในรอบสัปดาห์ นั้นก็คือการประชุมของนาย Donald Trump และ Vladimir Putin แต่การประชุมของผู้นำประเทศมหาอำนาจที่มีอาวุธนิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ไม่ได้มีความสำคัญกับโลกการเงิน แต่ในวันถัดไปที่ นาย Donald Trump ได้กลับมาในสหรัฐอเมริกา ก็เกือบจะยกเลิกคำแถลงการณ์ทั้งหมดตามที่เขาได้กล่าว ไว้ในระหว่างการแถลงข่าวร่วมกับนาย Vladimir Putin
แต่ในช่วงท้ายสัปดาห์ที่ผ่านมา นาย Donald Trump ก็ได้หยอดบางสิ่งบางอย่างมากอีกครั้ง ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงไปทันที สำหรับเจ้าของทำเนียบขาว ดูเหมือนว่า จะมีขอรับความผิด ตามคำพูดของนาย Jerome Powell เกี่ยวกับความพยายามของเขา เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาวอเมริกา และบอกว่า เขาไม่เข้าใจว่าเฟดทำอะไรอยู่กันแน่ ตัวอย่างเช่น พวกเขาไม่พยายามพอที่จะทำให้อเมริกากลับมายอดเยี่ยมอีกครั้ง ส่วนผู้เข้าร่วมในตลาด มองว่ามันเป็นเป็นการแทรกแซงจากทำเนียบขาวในส่วนของนโยบายของเฟด ซึ่งเป็นสิ่งต้องห้ามตามกฎหมายในตัวอยู่แล้ว แต่ก็ยังไม่เป็นที่รู้จักกันดีสำหรับนักลงทุน ถ้าหากนโยบายที่ทางเฟดต้องหามองหาอยู่ อาจจะได้รับอิทธิพลมาจาก Donald Trump ซึ่งไม่สามารถคาดเดาได้ แล้วก็จะยังไม่มีคำถามเกี่ยวกับการวางแผนการลงทุนใดๆออกมา
แต่นอกเหนือไปจากการเมืองแล้ว ยังมีข้อมูลที่สะท้อนถึงสถานการณ์จริง ในระบบเศรษฐกิจของบางประเทศ และยังอธิบายว่าทำไมเงินปอนด์ไม่สามารถเอาชนะความสูญเสียได้ในช่วงครึ่งแรกของรอบสัปดาห์ แม้ว่าหลังจากที่นาย Donald Trump ออกมาจู่โจมใส่เฟดไปแล้ว ตามความจริงก็คือ ข้อมูลทางสถิติของประเทศอังกฤษค่อนข้างแย่มาก ดังนั้น แม้ว่าอัตราการว่างงานยังเหมือนเดิม แต่จำนวนการยื่นขอรับสิทธิประโยชน์จากการว่างงาน กลับเพิ่มมากขึ้นถึง 7.8 พันคน นอกจากนี้แล้ว อัตราการเติบโตของค่าจ้างโดยเฉลี่ย ยังคงลดลงมาจาก 2.8% เป็น 2.7% แต่นี้ก็ยังไม่รวมถึง ค่าเบี้ยประกันภัย และการคำนึงถึงเบี้ยประกัน ส่วนอัตราการเติบโตของค่าจ้างโดยเฉลี่ย ได้ชะลอตัวลดลงไปจาก 2.6% ไปเป็น 2.5% เมื่อเทียบกับการชะลอตัวของอัตราการเติบโตของค่าจ้างที่ลดระดับลงไป ส่วนอัตราเงินเฟ้อก็ยังไม่ได้ปรับตัวขึ้นมา แต่ก็ยังคงทรงตัวอยู่ตามเดิม ซึ่งในที่สุด ก็ได้ทำลายความหวังที่ว่าทาง ธนาคารแห่งประเทศอังกฤษ จะสามารถเพิ่มอัตราการรีไฟแนนซ์ ได้อย่างน้อยก็ในอนาคตอันใกล้นี้ แล้วทางด้าน เงินปอนด์ ก็ได้ออกมาสรุปข้อมูลเกี่ยวกับการขายปลีก โดยที่อัตราการเติบโตได้ชะลอตัวลดลงไปจากเดิม 4.1% เป็น 2.9% ดังนั้น ในสหราชอาณาจักรอังกฤษ พบว่าค่าจ้างและยอดขายค้าปลีก จะลดลงไป และอัตราเงินเฟ้อยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลง และในสถานการณ์เช่นนี้ ก็คงต้องพูดถึง ผลตอบแทนจากการลงทุนค่อนข้างไม่สมเหตุสมผล
สำหรับสกุลเงินยูโรของยุโรป ยังสามารถกู้คืนความเสียหายกลับมาได้เต็มที่ ในช่วงต้นสัปดาห์ และอาจจะปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยอีกด้วย เนื่องจากมีการรายงานข้อมูลค่อนข้างน้อย ในความเป็นจริง พวกเรากำลังพูดถึงเรื่องเงินเฟ้อ โดยเฉพาะ ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 1.9% เป็น 2.0%
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากสหรัฐอเมริกาก็ยังไม่ค่อยชัดเจนมากนัก ในด้านหนึ่ง อัตราการเติบโตของยอดการค้าปลีก ได้เพิ่มขึ้นมาจาก 6.5% เป็น 6.6% แต่ปริมาณสินค้าคงคลังเชิงพาริชย์ ยังเพิ่มขึ้นเป็น 0.4% และพวกเขาเติบโตขึ้นมาเกือบครึ่งปี ในขณะเดียวกัน อัตราการขยายตัวของการผลิตภาคอุตสาหกรรม ได้ปรับตัวขึ้นมาจาก 3.2% ไปเป็น 3.8% มันยังกลายเป็นว่า การขายและการผลิตมีการเติบโตเกิดขึ้นมา แต่ปริมาณกลับเติบโตได้เร็วกว่าผู้บริโภค ที่มีเวลาซื้อสินค้าทั้งหมด ดังนั้นความเสี่ยงของภาวะวิกฤตของการผลิตเกินความจำเป็นจะไม่หายไปไหน แต่อาจจะยิ่งเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม นอกจากนั้นแล้ว จำนวนใบอนุญาตการก่อสร้างลดลงไป 2.2% และการก่อสร้างก็เริ่มต้นใน 12.3% สำหรับจำนวนรวมของการขอรับสวัสดิการของการว่างงาน ยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมา แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ข้อมูลจำนวนนี้ เป็นผลมาจากการลดระดับลงเป็นครั้งแรก ของการขอรับสวัสดิการของผู้ว่างงานครั้งแรก 215,000 รายเป็น 207,000 ราย ในขณะที่ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการของการว่างงานเพิ่มขึ้นจาก 1,743 พันคน ไปเป็น 1,751 พันคน
เพื่อให้เข้าใจว่า เหตุการณ์จะเกิดขึ้นในสัปดาห์นี้ได้อย่างไร ก็ควรพิจารณาถึง การคาดการณ์ในข้อมูลเชิงสถิติของสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เนื่องจากมันเป็นเรื่องยากที่จะมาเริ่มต้น จากความไม่สามารถคาดการณ์ได้ของนาย Donald Trump ในตัวอย่างเช่นยอดขายบ้านในตลาดระดับสองอาจจะเพิ่มขึ้นมา 0.5% แต่ยอดขายบ้านหลังใหม่ คาดว่าจะลดลงไป 2.8% ส่วนข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับ ดัชนีกิจกรรมทางธุรกิจ ก็ควรแสดงความไม่เท่าเทียมกันของข้อมูลออกมา นอกจากนั้นแล้วจำนวนของการสมัครับสวัสดิการของผู้ว่างงานได้ลดลงไป 17,000 คน แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือข้อมูล GDP เบื้องต้นในไตรมาสที่สอง ที่อาจแสดงถึง การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมาก ดังนั้นแล้ว การคาดการณ์ยังอยู่ในแนวโน้มที่ดี
อย่างไรก็ตาม สำหรับเหตุการณ์สำคัญในสัปดาห์นี้คือการประชุมของ ธนาคารกลางแห่งยุโรป เกี่ยวกับนโยบายการเงิน ตามมาด้วยการแถลงข่าวของนาย Mario Draghi หลังจากที่มีการประชุมครั้งก่อนผ่านไปแล้ว นักลงทุนหลายคนเริ่มมีความวิตกกังวล เกี่ยวกับการยืดระยะเวลาของการใช้งานมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ หลังจากเดือนธันวาคม โดยมีหลายคนกลัวว่า การเปลี่ยนแปลงในลำดับความสำคัญจากอัตราเงินเฟ้อ สู่สงครามการค้า อาจจะเป็นโอกาสสำหรับการยืดระยะเวลาของโครงการผ่อนคลายเชิงปริมาณต่อไปอีก ดังนั้นนาย Mario Draghi จะรอคำตอบที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น และถ้าเขายืนยันอย่างจริงจัง ไม่ว่าภายใต้สถานการณ์ใดๆ ในเดือนธันวาคม
ธนาคารกลางแห่งยุโรป จะยังไม่ตัดสินใจ ที่จะยืดระยะเวลาของการใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ ส่วนสกุลเงินยูโร จะเริ่มเติบโตอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะการเกิดอะไรขึ้น เกี่ยวกับความเสี่ยง และสิ่งที่คล้ายคลึงกัน ก็อาจกลายมาเป็นคำถามที่เปิดกว้าง และนี่จะถูกมองว่าเป็น การเตรียมความพร้อมสำหรับสาธารณชน สำหรับการยืดระยะเวลาในชการผ่อนคลายเชิงปริมาณครั้งต่อไป และเงินดอลลาร์เองก็จะยังคงดำเนินการต่อไปอย่างต่อเนื่อง ในยุโรป ยังคงมีการคาดการณ์ในข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับ ดัชนีกิจกรรมทางธุรกิจ ซึ่งคาดว่าจะลดลงไปเล็กน้อย รวมถึงข้อมูลการให้สินเชื่อผู้บริโภคซึ่งคาดว่า จะมีอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย
ตามความเป็นจริงแล้ว มันควรตั้งขอสังเกตที่ว่า นักลงทุนได้เชื่อว่า ธนาคารกลางแห่งยุโรป จะไม่ยืดระยะเวลาในโครงการการผ่อนคลายเชิงปริมาณ และนี้ก็เป็นสิ่งที่อยู่ในมูลค่าของสกุลเงินยูโร ดังนั้นหากนาย Mario Draghi มั่นใจแล้ว เงินยูโรก็จะจบในรอบสัปดาห์ ในระดับที่ 1.1775 แต่หัวหน้าของ ธนาคารกลางแห่งยุโรป เป็นคนที่มีความสามารถในการพูด ในหลากหลายด้าน และอาจจะส่งผลเสีย ต่ออารมณ์ของนักลงทุน ซึ่งน่าจะเป็นไปได้มากตามที่เราควรคาดหวังไว้ว่า จะลดลงเหลือ 1,1625
ในสหราชอาณาจักรอังกฤษ แทบจะไม่มีการนำเสนอข้อมูลออกมา ดังนั้นเงินปอนด์อาจจะต้องเดินหน้าตามสกุลเงินยูโร แล้วถ้าหากคุณ Mario Draghi สร้างความพอใจให้นักลงทุนได้ มันก็จะสามารถกลับมาตั้งหลักได้อีกครั้งใน 1.3250 มิฉะนั้นแล้ว ก็มีโอกาสมากที่ปอนด์จะต้องลดลงไปใน 1.3025