ดัชนีหุ้นปิดบวกอย่างมีนัยสำคัญเมื่อวานนี้ โดย S&P 500 ปรับตัวขึ้น 0.78%, Nasdaq 100 เพิ่มขึ้น 1.29% และ Dow Jones Industrial Average บวก 0.49%
กระแสการกลับมารับความเสี่ยงในตลาดโลกขยายตัวต่อเนื่องมาถึงเอเชีย เกาหลีใต้ฟื้นตัวจากการร่วงลงในวันเดียวที่มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ตลาดเริ่มกลับมาสงบ ดัชนี MSCI All‑Country World Index ปรับขึ้นราว 0.4% ขณะที่ตลาดหุ้นเอเชียปรับบวกเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่การปะทุของสงครามในอิหร่านช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้ดีดตัวขึ้นประมาณ 11% หลังจากร่วงลงไป 12% ในช่วงการซื้อขายก่อนหน้า บรรยากาศการลงทุนแบบรับความเสี่ยงในระยะต้นได้รับแรงหนุนจากการดีดตัวของ Wall Street ภายหลังข้อมูลเศรษฐกิจช่วยบรรเทาความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อสหรัฐฯ

อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวครั้งนี้ยังดูไม่ชัดเจนสักเท่าใด ฟิวเจอร์สบนดัชนีหุ้นสหรัฐฯ และยุโรปเริ่มอ่อนตัวลงเล็กน้อย ขณะที่ดอลลาร์กลับมาแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง ตอกย้ำบทบาทในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
แม้บรรยากาศในตลาดหุ้นจะดีขึ้น แต่ราคาน้ำมันยังคงไต่ระดับขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเคลื่อนไหวนี้สะท้อนความกังวลอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับเสถียรภาพด้านอุปทานท่ามกลางแรงสั่นสะเทือนทางภูมิรัฐศาสตร์ นักลงทุนที่กังวลต่อความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของอุปทานกำลังบวก “ส่วนเพิ่มความเสี่ยง” เข้าไปในราคาน้ำมัน ส่งผลให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น
หลังการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลตลอดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา การขนส่งน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปออกจากอ่าวเปอร์เซียแทบจะหยุดชะงัก ส่งผลให้โรงกลั่นตั้งแต่ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย ไปจนถึงอินเดีย ลดกำลังการกลั่นและชะลอการส่งออกไปก่อน ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ Donald Trump แสดงความมั่นใจต่อปฏิบัติการทางทหารกับอิหร่าน แม้กำหนดกรอบเวลาของปฏิบัติการยังไม่ชัดเจน
ขณะเดียวกัน ทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยแบบดั้งเดิม ก็ปรับตัวขึ้นต่อไปเช่นกัน การพุ่งขึ้นของโลหะมีค่ามีทิศทางสอดคล้องกับราคาน้ำมันที่ทะยานขึ้น โดยมีแรงหนุนจากความกังวลอย่างต่อเนื่องว่าความขัดแย้งอาจยืดเยื้อ นักลงทุนจึงหันไปหาที่พักเงินในทองคำแท่ง เพื่อลดความเสี่ยงจากการขาดทุนและรักษาเงินทุนท่ามกลางความไม่แน่นอน
ต่างจากสินค้าโภคภัณฑ์และสินทรัพย์ปลอดภัย US Treasuries อ่อนตัวลง ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ปรับขึ้น 3 จุดเบสิส สู่ระดับ 4.13% สะท้อนถึงอุปสงค์ต่อเครื่องมือหนี้ประเภทนี้ที่อ่อนแอลง การเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจสะท้อนมุมมองที่เปลี่ยนไปต่อทิศทางนโยบายของ Fed หรือการหมุนย้ายเงินทุนไปสู่สินทรัพย์เสี่ยงที่มีโอกาสให้ผลตอบแทนสูงกว่า เช่น สินค้าโภคภัณฑ์

การฟื้นตัวครั้งนี้สะท้อนถึงการปรับราคาใหม่ตามการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดจากสงคราม ขณะที่นักลงทุนชั่งน้ำหนักว่าความขัดแย้งจะชะลอการเติบโตของเศรษฐกิจโลกอย่างมีนัยสำคัญ หรือจะเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เงินเฟ้อเรื้อรังผ่านต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นกันแน่ สำหรับให้แรงดีดตัวนี้ยืนระยะต่อไปได้ นักลงทุนอาจจำเป็นต้องได้รับคำตอบที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเกี่ยวกับระยะเวลาของความขัดแย้ง และระดับที่สงครามจะส่งผ่านไปสู่เงินเฟ้อ
สำหรับมุมมองเชิงเทคนิคของดัชนี S&P 500 ภารกิจเร่งด่วนของฝั่งซื้อคือการผ่านแนวต้านที่ระดับ 6,854 ให้ได้ ซึ่งจะช่วยให้ดัชนีได้โมเมนตัมเชิงบวกกลับคืนมา และอาจเปิดทางขึ้นไปทดสอบบริเวณ 6,871 การยืนเหนือระดับ 6,882 ได้อย่างมั่นคงจะยิ่งช่วยเสริมมุมมองเชิงบวกให้แข็งแกร่งขึ้น ในด้านลบ ฝั่งซื้อควรปกป้องโซนแนวรับบริเวณ 6,837 การหลุดลงต่ำกว่าระดับดังกล่าวอาจกดให้เครื่องมือการซื้อขายร่วงกลับลงไปที่ 6,819 อย่างรวดเร็ว และอาจเปิดทางลงต่อไปถึง 6,801