เมื่อวานนี้ ดัชนีหุ้นหลักปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง โดย S&P 500 เพิ่มขึ้น 1.48% ขณะที่ Nasdaq 100 ขยับขึ้น 0.01% และ Dow Jones Industrial Average แข็งค่าขึ้น 1.32%

ดัชนีหุ้นทั่วโลกเคลื่อนไหวใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และฟิวเจอร์สชี้ว่ามีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อ หลังจากหุ้นเทคโนโลยีนำการรีบาวด์ใน Wall Street ตามหลังกว่าหนึ่งเดือนของภาวะผันผวนที่อยู่ในระดับสูง ดัชนี MSCI All‑Country World ทรงตัวบริเวณ 1,130 ต่ำกว่าจุดสูงสุดตลอดกาลที่ 1,136.59 เล็กน้อย แรงซื้อหุ้นเทคโนโลยีในวันจันทร์หนุนให้ S&P 500 ขยับเข้าใกล้ระดับสูงสุดตลอดกาล ขณะที่ราคาหุ้น Palantir Technologies พุ่งขึ้น 14% ในการซื้อขายนอกเวลาทำการหลังบริษัทปรับเพิ่มคาดการณ์ผลประกอบการ
พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐย่อตัวคืนบางส่วนจากแรงซื้อในวันจันทร์ ขณะที่ราคาน้ำมันฟื้นตัวหลังจากร่วงลงในช่วงก่อนหน้า ซึ่งเคยได้แรงหนุนจากความหวังเรื่องการผ่อนคลายความตึงเครียดในตะวันออกกลาง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ปรับขึ้น 2 จุดเบสิสสู่ระดับ 4.69% ขณะที่น้ำมันดิบ WTI เพิ่มขึ้น 0.8% มาที่ 81 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากร่วงลง 5% เมื่อวันจันทร์
ค่าเงินเยนอ่อนค่าลง 0.3% มาที่ 157.70 เยนต่อดอลลาร์ในการซื้อขายช่วงเอเชีย คืนกลับบางส่วนจากการแข็งค่าที่ได้แรงหนุนจากการแทรกแซงเมื่อต้นสัปดาห์ ก่อนหน้านี้เงินเยนปรับแข็งค่าขึ้นมากกว่า 4% ในช่วงสี่เซสชันจากปฏิบัติการด้านอัตราแลกเปลี่ยนร่วมกันของสหรัฐ‑ญี่ปุ่น
ข้อมูลที่เผยแพร่ออกมาระบุว่า ภาคการผลิตของสหรัฐขยายตัวเร็วขึ้นในเดือนกรกฎาคมในอัตราที่เร็วที่สุดในรอบกว่า 4 ปี การผลิตภาคอุตสาหกรรมขยับสูงขึ้น และภาคธุรกิจกลับมาเริ่มจ้างงานอีกครั้ง อย่างไรก็ดี พาดหัวข่าวด้านภูมิรัฐศาสตร์และตัวเลขการจ้างงานสหรัฐที่จะประกาศในช่วงปลายสัปดาห์ยังคงเป็นจุดโฟกัส ขณะที่นักเทรดประเมินว่าราคาน้ำมันที่ลดลงจะช่วยผ่อนแรงกดดันเงินเฟ้อและเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางดอกเบี้ยหรือไม่ อีกหนึ่งบททดสอบสำคัญของตลาดจะมาถึงในวันอังคารเมื่อ SpaceX รายงานผลประกอบการเป็นครั้งแรกในฐานะบริษัทจดทะเบียน ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ปูทางไปสู่หนึ่งในการปลดล็อกหุ้นครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดทุน โดยอาจมีหุ้นมูลค่าสูงถึง 116,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐถูกนำออกมาพร้อมขายได้ตั้งแต่เดือนหน้ารวมอยู่ด้วย

ในทางเทคนิคแล้ว กราฟรายวันของดัชนี S&P 500 บ่งชี้ว่างานเร่งด่วนของฝั่งซื้อในตอนนี้คือการฝ่าด่านแนวต้านใกล้เคียงที่ระดับ 7,633 ให้ได้ การทำเช่นนั้นจะเป็นการยืนยันโอกาสปรับตัวขึ้นต่อ และเปิดทางไปสู่ระดับ 7,656 การยืนควบคุมราคาเหนือ 7,679 ได้อย่างมั่นคงจะยิ่งเสริมความได้เปรียบให้กับฝั่งกระทิง ส่วนทางด้านลบ ฝั่งซื้อต้องปกป้องแนวรับที่ 7,607 หากหลุดระดับนี้ลงมา มีความเป็นไปได้สูงว่าดัชนีอาจถูกกดกลับลงมาที่ 7,574 และเปิดทางลงต่อไปยังโซน 7,544