ตามกฎแล้ว ตลาดหุ้นมีความไวต่อความไม่สงบทางการเมืองทุกประเภท คราวนี้การประท้วงทางสังคมที่รุนแรงในฮ่องกงส่งผลกระทบอย่างมากต่อตลาดหุ้นเมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว ตลาดหุ้นในยุโรปได้รับผลกระทบอีกด้วย จากการประท้วงต่อต้านรัฐบาลในภูมิภาคนี้ นอกจากนั้นความคิดเห็นจากเจ้าหน้าที่ของสหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับความไม่เต็มใจที่จะเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าต่อสินค้าจีน ได้ส่งผลให้เกิดผลที่ไม่ดีต่อตลาดมากขึ้น การรวมกันของปัจจัยลบทั้งสองได้ฉุดตลาดทางการเงินลงไปอีกด้วย นักวิเคราะห์พบกับการปรับตัวลงอย่างมาก ในด้านการค้า และการค้าปลีก ดังนั้นหุ้นของบริษัททำเหมืองแร่ ที่รวมอยู่ในดัชนี FTSE 100 ได้ขาดทุนไป 2% ไปเป็น 3.2% ในขณะที่บริษัททางภูมิภาคตะวันตกที่ขายสินค้าฟุ่มเฟือยในฮ่องกงพบว่ามีการลดลงในราคาหุ้น ไปน้อยกว่า 1% บริษัทของอังกฤษบางแห่งได้รับผลกระทบอย่างมากที่สุดจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในฮ่องกง สัดส่วนการถือหุ้นของ HSBC และ Standard Chartered ลดลงไปต่ำกว่า 2.4% และ 2.0% ตามลำดับ ทาง Burberry ได้มีการขาดทุนอย่างมากที่สุดในบรรดาแบรนด์หรูของยุโรป โดยที่หุ้นลดลงมาอย่างมากถึง 2.4% ในช่วงก่อนหน้านี้ความขัดแย้งที่เพิ่มขึ้นในฮ่องกง ทำให้ดัชนีหุ้น Hang Seng ลดลงไปถึง 2.6% นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่า นี่เป็นการลดลงภายในหนึ่งวันที่มากที่สุดในช่วงสามเดือน สำหรับหุ้นอสังหาริมทรัพย์ได้ปรับตัวลงไป ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าความผันผวนที่สูงในภาคส่วนนี้อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อหุ้นอันดับสองอย่าง อาลีบาบาที่มีมูลค่าอยู่ที่ 10 - 15 พันล้านดอลลาร์ ทางผู้เชี่ยวชาญยังเตือนอีกว่า ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาคนี้อาจเป็นอุปสรรคต่อการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกา และจีน ทำเนียบขาวได้พิจารณาสถานการณ์ในฮ่องกงที่เป็นหนึ่งใน“ จุดกดดัน” ในข้อพิพาททางการค้า