ธนาคารเจพีมอร์แกนกล่าวในแนวโน้มพลังงานประจำปีครั้งแรกว่าโลกจำเป็นต้องหาเงินลงทุนเพิ่มเติมอีก 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 เพื่อเพิ่มผลผลิตพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานทุกประเภทเพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤตด้านพลังงาน
ปัจจุบันหลายประเทศกำลังเผชิญกับปัญหาในภาคพลังงาน ทางเจพีมอร์แกนตั้งข้อสังเกตว่า ราคาก๊าซและน้ำมันได้ทะยานสูงขึ้นช่วงนี้เนื่องจากการขาดแคลนอุปทานและการขาดแหล่งพลังงานทางเลือก ในการแก้ไขปัญหานี้ โลกควรเพิ่มการลงทุนในภาคพลังงาน 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 นักวิเคราะห์ของ JP Morgan กล่าวถึงแนวโน้มว่า "จนกว่าจะมีเทคโนโลยีที่รองรับ เชื่อถือได้ สะอาดและราคาไม่แพง โลกจะต้องทำงานร่วมกับแหล่งพลังงานทั้งหมดในปัจจุบันทั้งฟอสซิลและที่ไม่ใช่ฟอสซิล และข้อเสียตามลำดับ" โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ได้แสดงความเห็นแตกต่างไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง จึงเรียกร้องให้ผู้นำโลกลดการลงทุนในเชื้อเพลิงฟอสซิลและการเปลี่ยนไปใช้แผงโซลาร์เซลล์และฟาร์มกังหันลมอย่างค่อยเป็นค่อยไป
นักวิเคราะห์ของ JP Morgan สรุปว่า "เชื้อเพลิงทุกประเภทไม่ได้มีมูลค่าเท่ากันและหลายประเภท (และภายในระยะเวลานี้เอง) แหล่งพลังงานอื่นๆที่ไม่สามารถทดแทนได้ทั้งหมด แผงพลังงานแสดงอาทิตย์ไม่สามารถแทนที่น้ำมัน โดยจำเป็ยต้องมีตัวอย่างในการผลิตภาคอุตสาหกรรมด้านปิโตรเคมี"
แนวโน้มของวิกฤตพลังงานกำลังปรากฏในวงกว้าง เนื่องจากหลายประเทศในแถบตะวันตกปฏิเสธที่จะซื้อสินค้ารัสเซีย สิ่งนี้คือเหตุผลที่ทำให้ผู้นำสหภาพยุโรปกำลังหารือเกี่ยวกับวิธีการแก้ไขช่องโหว่ในภาคพลังงาน สหภาพยุโรปได้กำหนดมาตรการคว่ำบาตรการนำเข้าแหล่งพลังงานของรัสเซียหลายแห่ง นอกจากนี้ยังอาจขยายรายชื่อออกไปในอนาคตอันใกล้